posted on 10 Oct 2010 17:05 by roomnumberfive
เมื่อวานเป็นงานเปิดตัวหนังสือใหม่ของฉัน เล่มนี้เป็นเล่มที่เก้า -ความเงียบระหว่างเรา-งานเขียนในแนวกระแสสำนึกที่ฉันอยากลอง แล้วก็ได้ลอง ฉันทำต้นฉบับด้วยพิมพ์ดีดตัวเล็ก ค่อยๆทำทีละบท งานชิ้นนี้ใช้เวลาในการเขียนมากกว่างานอื่นทั้งหมดของฉัน แน่ล่ะฉันมีความรู้สึกร่วมไปกับมัน ถามว่าฉันอยากไปงานเปิดตัวหนังสือใหม่ของฉันหรือไม่? แน่ล่ะ ฉันอยากไป แต่มีเหตุผลนานับประการที่ฉันไม่ควรไปที่นั่น ทั้งเรื่องของสภาพจิตใจรายรอบและเรื่องของทุนทรัพย์ในการเดินทาง ช่วงเช้าของเมื่อวานฉันจึงมีเวลาที่ยาวนานกว่าวันอื่นๆ ฉันถามตอบตัวเองอยู่นาน เหตุใดฉันจึงมีความรู้สึกกับมัน มันจำเป็นจริงหรือไม่ สมองของฉันเริ่มสับสน เอาเรื่องแต่ละเรื่องมาปนปะคละคลุ้งเต็มไปหมด หนึ่งในนั้นคือเรื่องของความโดดเดี่ยว ฉันจะไม่มีแฟนเพียงเพราะว่าฉัน-รู้สึกเหงา- มีบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน แล้วในที่สุดฉันก็ตัดสินใจหาวิถีทางที่จะเดินทางไปให้ได้ มันเป็นหนังสือของฉัน บางทีมันอาจต้องการกำลังใจ เพียงแต่การเริ่มต้นมันเป็นวิธีที่ฉันลืมเลือนไปนาน นั่นคือการนั่งรถประจำทางที่ฉันไม่เคยได้นั่งมาร่วมยี่สิบปีแล้ว
........
posted on 26 Sep 2010 13:46 by roomnumberfive
ตอนนอนน่ะลำบาก ยุงเยอะ แต่ถ้าเมาก็ไม่ลำบากเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่นวันที่คุณอธิชา มัญชุนากร นักแปลชื่อดังพาไปเลี้ยงเหล้า เจ้าพระคุณเอ๋ย หลับสนิทดีเป็นบ้า ไม่ได้หลับสบายแบบนี้นานแล้ว วันที่โชคดีจริงๆที่เดินเรื่อยเปื่อยไปร้านเน็ตแล้วก็เจอข้อความว่า-ไปกินเหล้ากัน- อ่านแล้วก็สั่นเลย ความรู้สึกเหมือนตอนสอบติด เหมือนตอบที่เธอบอกว่า-ลองคบกันก็ได้- เหมือนตอนที่ยืมเงินคนอื่นแล้วได้คำตอบว่า-เอาเบอร์บัญชีมา- ใจมันล่องลอย อยากดื่มเหล้าฟรีบ้าง มีเงินอยู่ติดตัวร้อยเดียว รีบโทรไปหาเธอแล้วก็บอกว่า-พร้อมเสมอ- แต่คืนนั้นเธอไม่ว่าง ก็รออยู่คืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็ไปนั่งรอเธอตั้งแต่บ่ายสามโมง เจอกันอีกทีตอนห้าโมงกว่า ฆ่าเวลาด้วยการมองคนเดินผ่านไปมา สาวธนาคารไทยพาณิชย์สวยดี เจอมาสามวันแล้วสวยมากๆ การรอคอยมักทำให้ค้นพบสิ่งใหม่ๆเสมอ จะมีอรรถรสขึ้นถ้าผสมผสานกับการสูบบุหรี่ แต่บางครั้งโชคก็ไม่ดลใจ บางครั้งสุข แต่บางครั้งก็เศร้า ช่วงนั้นเองที่ทำให้ฉุกคิดเรื่องหนึ่งได้ว่า นานแค่ไหนแล้วที่มีคนโทรมาหา
นั่งมองโทรศัพท์แล้วก็ได้คิด นี่น่ะสินะของจริง โลกที่แท้จริงก็เป็นแบบนี้แหละ อิจฉาแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง ทุกอย่างคงใช้เวลาไม่นาน การอยู่สืบไปนี่สินะที่เป็นปัญหา การรอให้วันเวลาผ่านไปนี่สินะที่เป็นปัญหา ไม่มีใครเข้าใจหรอกในสิ่งที่ฉันพูดฉันคิด ก็เหมือนกับคุณอังคารที่แสดงความเห็นโง่ๆกับคนอื่นว่า หนังสือฉันเป็นนก-สุรชัย พิงชัยภูมิเป็นคนเขียนให้ทั้งหมด น่าตลกที่มหากวีคิดได้แค่นั้น คนที่เป็นนักคิดๆได้แค่นั้น เหมือนอย่างที่เขาเอาเรื่องที่ไหนมาพูดว่า พอหนังสือกวีได้รางวัลฉันก็ไปทวงสิทธิ์ในการพิมพ์ มันน่าเศร้าที่นักคิดนักเขียนพวกนั้นคิดได้แค่นี้ น่าเศร้าที่ทุกคนเอาดีเข้าตัวกันหมด เงินเจ็ดพันวันนั้นฉันควักให้ก็คงจะจบเรื่องไปแล้ว ถ้าไม่ไปหลงกับคำที่ว่า -เอาหนังสือให้เสร็จเถอะ เรื่องอื่นช่างมัน- กบถ่ายภาพทำปกนะ อ็อกเอาเล่มนี้ให้เสร็จ เหลือเวลาเท่าไหร่วะ สองอาทิตย์ได้มั้ย คุณกิตติพลเลือกงานมานะ เอาน้อยๆพอที่จะมั่นใจได้ว่ากรรมการอ่านครบแน่ กระดาษใช้ปกมุข แพงช่างมันทำใ้ดีที่สุด ทุกอย่างก็ออกมาง่ายๆแบบนี้ ฉันเศร้าใจที่ข่าวอออกไปในทางเสียๆหายๆ หนังสือเข้ารอบฉันก็ลุ้นทางโทรทัศน์กลางทุ่งที่บ้านนอก ดีอกดีใจใหญ่ มีทรรศนคติดี แต่พอมาได้ยินเรื่องแบบนี้ก็เศร้าใจ ข่าวมันออกมาได้ไง เชแก้ข่าวบ้างมั้ยหรือว่าเขารับรู้ เขาอธิบายมั้ยว่า เราคุยอะไรกันไว้บ้าง และมันง่ายแค่ไหน จำได้หรือเปล่าเราหัวเราะกันตอนที่บอกว่าได้ซีไรต์แล้วอย่าลืมกัน จำได้หรือเปล่าเราบอกว่าถ้าได้พี่กล้วยจะซื้อขาดหมื่นเล่ม วันที่ฉันนั่งเล่นบาคาร่าออนไลน์แล้วเขามานั่งสูบบุหรี่คุยตรงหน้าน่ะ มวนยาเส้นให้เราได้ลองสูบกันตรงนั้น หน้าห้องน้ำของร้านหนังสือก็องดิดน่ะ
ข่าวมันออกมาได้อย่างไรว่าฉันทวงสิทธิ์ในการพิมพ์ซ้ำ น่าเศร้าที่ทุกคนหาสิทธิ์ในความชอบโดยไม่สนใจว่าคนอื่นเป็นเช่นไร นักฟุตบอลฝั่งตรงข้ามเจ็บ ฉันเตะบอลออกไปให้ เมื่อเขาหายเจ็บเขาทุ่มบอลให้เพื่อนร่วมทีมเขาเข้าไปยิงประตู นี่หรือคือสิ่งที่ถูกต้อง ฉันเจ็บปวดเพราะปกการพิมพ์ครั้งที่สองฉันก็มาเห็นตอนที่เข้าไปในร้านซีเอ็ดนั่นแหละ นี่น่ะหรือที่ฉันไปทวงสิทธิ์ในการพิมพ์ซ้ำ ฉันรู้จากร้านหนังสือนะ ไม่มีจดหมายอิเล็คโทรนิกส์มาบอกล่าวสักคำครึ่งคำ อาจเป็นเพราะฉันเป็นนี้เขาสินะ เจ็ดพันบาท เงินเจ็ดพันบาทมันทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีกลับกลายเป็นร้ายได้ขนาดนี้เลยหรือ
ฉันโทรไปหานกสุรชัย ถามเรื่องราวว่าจริงหรือที่นกเขียนหนังสือแทนฉัน จริงหรือที่นกไม่เคยได้เงินจากการที่เป็นบรรณาธิการให้ฉัน โชคดีที่นกไม่เหมือนคนอื่นตรงที่ว่าเมื่อเกมเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน ไม่งั้นนกคงจะโดนหนักเพราะสำหรับนกแล้วฉันให้เบิกค่าทำงานข้ามปี คนกินข้าวหม้อเดียวกันไม่ควรทำกันแบบนี้ นกบอกสั้นๆว่าไม่จริง ฉันจึงบอกว่าให้อังคารทบทวนคำพูด จินตนาการควรจะนำไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์ เขียนกวีสักบทหนึ่ง เรื่องสั้นงามๆสักเรื่องหนึ่ง เสกสรรค์ตัวอักษรให้มีรูปรสและมีกลิ่นที่หอมหวาน ให้ผู้อ่านมีความสุข ผู้เขียนมีความสุข ผู้ที่รจนากวีบทนั้นมีความสุข มิใช่ทำร้ายคนอื่น
คำตอบมีมาง่ายๆในท้ายที่สุดจากคุณอังคาร -ผมไม่รู้ -เพราะเห็นเขาคุยกันในวงนักกวี- นี่สินะ นักกวี ฉันพลันนึกในใจ ทันใดนั้นฉันก็ออกจากพวังค์ เสียงอธิชาตะโกนว่า-คุณสิบ- เธอกำลังเดินข้ามถนนมา นั่นคือสัญลักษณ์ชนิดหนึ่งที่บอกว่าการรอคอยสิ้นสุด เช่นนั้นความชั่วร้ายจึงสลายไป และสวรรค์กำลังจะปรากฏในไม่ช้า
......................
edit @ 26 Sep 2010 14:47:26 by roomnumberfive
posted on 17 Sep 2010 16:08 by roomnumberfive
หนี้โรงพิมพ์จ๊อก ประมาณ1000000บาท(ขอบคุณที่จ๊อกมีความเป็นสุภาพบุรุษมาก)
หนี้อ้ายไพทูรย์ 19000บาท แต่อ้ายไพทูรญ์ รักษาคำพูด ที่บอกว่า ไม่เป็นไร เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จ่ายก็ได้ พิมพ์ให้ก็พอ เพราะงานพิมพ์มันเสี่ยง ขอบคุณที่ไม่เคยแม้แต่จะถามถึง(แต่จะจ่ายให้)
หนี้คุณซะการีย์ยา 7500บาท
หนี้คุณ นริศรา ค่าแปล 17000บาท
หนี้คุณ อุเทน 15000บาท(ตรงนี้มีคนบอกจะจัดการให้แต่ยังไม่ได้ทวงถาม นั่นคือน้ำใจของหมอนิล)
หุ้นส่วนห้าคนที่ต้องรับผิดชอบคนละสองหมื่น รวม100000
หนี้ปุ๊ ฟ้าเดียวกัน200,000บาท(แต่ตัวเลขยังไม่นิ่งคงต้องหักอะไรออกไปจากนิทรรศการ) บอกได้เลยว่าคนๆนี้สุดยอด นิสัยดีมากๆ
หนี้ นอกระบบที่กู้มา500,000(เปิดเผยนามไม่ได้) +ุ600,000(2)
หนี้สมาชิกรายปีที่ต้องรับผิดชอบ สิบกว่าคน น่าจะประมาณ20000บาท
หนี้ชนิดพิเศษ
อาร์ม 1,000,000บาท
dave 17,000,000บาท
หนุ่ม 400,000บาท
ทรัพย์สิน
เงินติดตัว 1420บาท
เงินที่ยังไม่ได้รับจากร้านก็องดิดที่ขายไป 380000-110000-x(ค่าขายหนังสือในร้านที่ยังไม่ได้จ่าย สายส่ง)
ข่าวที่ไม่ต้องไปถามใคร เดี๋ยวเรื่องมันจะเพี้ยนๆ
สนพ.นี้มีรายจ่ายเดือนละแสนกว่า (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการพิมพ์) เปิดได้ปีนึงเต็มรูปแบบพร้อมร้าน-หนังสือก็องดิด- ไม่เคยจ่ายค่าเช่าช้า จ่ายเงินเดือนช้า ไม่เคยจ่ายค่าเขียนนักเขียนช้า(ยกเว้นในช่วงท้ายที่ประสบปัญหาเรื่องเงินอย่างหนัก) ทุกอย่างให้ก่อนตลอด ขายหนังสือราคาถูก ทำเรื่องบ้าๆ พิมพ์อ่านที่คนอื่นไม่พิมพ์ ทำเรื่องที่คนอื่นไม่ทำ แนวคิดของคนบ้าๆที่ตอนนี้เป็นหมา
หลายๆคนอาจได้ยินเรื่องมาจากหลายทิศทางเลยจะแจงให้ฟังง่ายๆ ไม่ต้องไปถามใคร เจ้าของสนพ.ทำคาสิโนมาก่อน เขียนหนังสือเพราะช่วงนั้นหนี้หลายสิบล้าน เพราะไม่รู้จะทำอะไร พอมาเขียนหนังสือแล้วก็ไปกันใหญ่ ทำไปทำมาเกือบดี แต่ดวงซวยเพราะเจ้าหนี้เก่าสืบเสาะจนเจอตัวในงานลิโดครั้งที่แล้ว จึงต้องกลับไปเจรจาหนี้สินหลายสิบล้าน ผนวกกับมีคนที่บ้านป่วยเป็นมะเร็ง ช่วงนั้นเองที่เหตุการณ์โรมรันพันตู หาเงินอุตหลุด นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการเงินจึงเกิดการปั่นป่วน การกู้หนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูงจึงเกิดขึ้น(มากสุดร้อยละสามสิบหกต่อเดือน) นั่นเองที่ทำให้สภาวะล่มสลาย จนต้องหายตัวไปสี่เดือน เพราะไม่งั้นอาจโดนอุ้ม
สรุปง่ายๆว่าไม่ใช่คนดีอะไร เหี้ยก็บอกว่าเหี้ย ไม่เคยขายเพื่อน เป็นคนไม่ดื่มเหล้าใคร ไม่เคยให้ใครเลี้ยง สร้างงานให้กับนักอ่านอย่างเต็มที่ เขียนหนังสือไม่เก่งแต่จริงใจ อ่านหนังสือไม่เยอะ ชอบดื่มรีเจนซี่ หนี้เยอะแต่มีนิสัยชอบเดิมพัน และเป็นคนใจถึงพึ่งได้เวลามีเงิน
ตอนนี้กลับมาเพื่อที่จะรับผิดชอบทั้งหมด
ไม่ต้องไปถามคนอื่น
ใครจะด่าอะไรเชิญเต็มที่ ที่นี่ไม่มีลบ!!!
.................
posted on 15 Sep 2010 09:00 by roomnumberfive
ที่นี่เงียบเหงายามพระอาทิตย์ตกดิน สดชื่นในยามเย็น และมากที่สุดในตอนเช้า เช่นนั้นจึงอธิบายได้ว่า ฉันมีช่วงเวลาที่ดีในยามเย็น และตอนเช้า แต่ต้องต่อสู้กับความคิดอย่างหนักในช่วงเวลาบ่ายและตอนกลางคืน ก็ฉันอยู่ในช่วงชีวิตที่ไม่ปรกตินี่หน่า
ขณะที่เขียนเป็นเวลาในตอนเช้า
อยู่ดีๆฉันก็นึกถึงคำของ-นนทรีย์ นิมิบุตร- การสัมภาษณ์ไม่นานนี้ของเขา เขาบอกว่างานที่เขาทำออกแนวย้อนยุคนั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่ชอบ-ศิลปะร่วมสมัย- เข้าท่าเลยทีเดียว คำตอบนี้ทำให้ฉันนึกไปถึงใครหลายคนที่มีภาษาที่ดี เศรษฐวัตร ก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นเช่นนั้น เขาเขียนหนังสือได้ดีแต่ไม่ยอมเขียน เขามักจะเขียนอะไรสั้นๆแต่ทรงด้วยพลัง ดูเหมือนเขาจะจดจ่อกับบทภาพยนตร์ของเขาเพียงอย่างเดียว สำหรับฉัน จดหมายของเขาน่าอ่านกว่าหนังสือหลายเล่ม นี่เป็นเรื่องที่ฉันบอกกับเจ้าตัวไม่ต่ำกว่าสองครั้ง
เพลงของดนู
เช้านี้ฉันพยายามหาเพลงที่ฉันมักจำชื่อสับสน -รักคนบ้านเคียง-ละมัง ไม่มีเหตุผลอะไรมาสนับสนุนหรอก อยากฟังก็คืออยากฟัง ดนตรีของเพลงนี้มันพิเศษ มันมีอะไรมากกว่าเพลงอื่นๆ ฉันชอบคิดว่าคนแต่งนั่งอยู่หลังบานหน้าต่างบานหนึ่ง บ้านไม้ แล้วมองออกไปที่บ้านหลังหนึ่งที่เขามีความรู้สึกร่วม ไม่รู้สิ ฉันเคยเห็นคนร้องไห้เมื่อเล่นเพลงนี้เสร็จ ฉันเข้าใจที่เห็นน้ำตาของเขา วงสินเจริญ บราเธอร์ น่ะสินะ
หนี้สิน กับ งาน
หนี้สินของฉันไม่ธรรมดาหรอก รวมๆกันมันมากกว่าสิบล้าน ฉันพยายามคิดอยู่หลายวันว่าฉันจะเริ่มต้นจัดการกับมันอย่างไร ยากเอาการอยู่ แต่ฉันก็เชื่อในคำๆหนึ่ง เมื่อเราเคยมีได้เราก็ต้องกลับไปได้ คนเป็นหนี้หลายสิบล้านได้ก็คงมีอะไรอยู่ในตัวอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ฉันพยายามชี้ให้เห็นว่าชีวิตยังมีทางออก ปลอบใจตัวเอง เพราะบ่อยครั้งดูเหมือนว่าฉันจะยอมแพ้
สั้นๆกับประโยคหนึ่งในร้านเหล้า
-นาย..วันหนึ่งเราต้องตาย หากคิดถึงเรานายไม่ต้องทำอะไร นายทำงาน- ศิลป์ พีระศรี
...........